|
หน้าแรก
|
คำศัพท์เสริม
|
วิชาต่าง ๆ
|

ระบบการจัดการฐานข้อมูล (Data Base Management System)
- คุณสมบัติของระบบจัดการฐานข้อมูล
ระบบจัดการฐานข้อมูลที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- ต้องมีการใช้งานทรัพยากรของคอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ
- ต้องมีความเร็วในการตอบคำถามที่ผู้ใช้ถามอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (โดยปกติมักจะหมายถึงตอบทันทีทันใด)
- ต้องมีความเข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และข้อมูลที่มีใช้งานอยู่เดิม เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงให้เหลือน้อยที่สุด
- ต้องสามารถทำการเพิ่มหรือลบเรคคอร์ดของข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพรวมทั้งจะต้องยืดหยุ่นพอที่จะจัดการกับการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลในฐานข้อมูล
- ต้องให้ความสะดวกับผู้ใช้ในการเรียกใช้งานฐานข้อมูล เช่น มีภาษาในการสอบถามข้อมูล (query language) รวมอยู่ด้วย
- ต้องมีระบบรักษาความถูกต้องของข้อมูลโดยการสำรองข้อมูล รวมทั้งป้องกันผู้ใช้จากการทำงานผิดพลาดต่าง ๆ
- ต้องมีระบบรักษาความลับของข้อมูลในฐานข้อมูลนั้น เช่น มีคุณสมบัติการตรวจสอบ และรหัสพิเศษในการเข้าใช้งาน
- ภาษาอธิบายข้อมูล (Data Definition Language)
นิยมเรียกว่า ดีดีแอล (DDL) จะเป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายถึง โครงสร้าง (schema) ของข้อมูลที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล โดยภายในโครงสร้างนี้ แต่ละฟิลด์ในเรคคอร์ดจะมีการกำหนดชื่อ ความยาว และชนิดของข้อมูล นอกจากนี้ดีดีแอล ยังใช้ในการอธิบาย โครงสร้างย่อย (subshemas) ซึ่งกำหนดฟิลด์ที่ผู้ใชสามารถเรียกใช้งานได้ และผู้ใช้แต่ละคนจะสามารถเข้าถึงโครงสร้างย่อยที่แตกต่างกันไป ทำให้สามารถใช้ป้องกันข้อมูลที่เป็นความลับได้
- ภาษาสอบถามข้อมูล (query language)
ภาษาในการสอบถามข้อมูลเชิงคำสั่ง (command-oriented query language) เป็นภาษาที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อใช้กับงานการจัดการข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูล จะมีลักษณะการใช้งานคล้ายกับการใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์สูงมากนักก็สามารถเรียกใช้ได้โดยสะดวก
โดยทั่วไปมีคำสั่งหลัก ๆ ดังนี้
|
คำสั่ง
|
วัตถุประสงค์
|
| INSERT RECORD | เพิ่มข้อมูลชุดใหม่ลงในไฟล์ |
| DELETE RECORD | ลบข้อมูลชุดหนึ่งออกจากไฟล์ |
| SELECT | เลือกข้อมูลชุดที่ต้องการ |
| PROJECT | เลือกฟิลด์ที่ต้องการ |
| JOIN | สร้างไฟล์ใหม่ โดยประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ จากไฟล์ 2 ไฟล์ |
ตัวอย่างคำสั่งของภาษาในการสอบภามข้อมูลเชิงคำสั่ง
ภาษาในการสอบถามข้อมูลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน คือ Structured Query Language (SQL) ซึ่งมีการใช้งานอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่มีการเริ่มนำมาใช้ในเครื่องเมนเฟรมของ ในปี 1980 ในปัจจุบันมีการใช้งานตั้งแต่เครื่องระดับไมโครคอมพิวเตอร์จนถึงระดับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์
ตัวอย่างการใช้คำสั่งในภาษาสอบถามข้อมูล
คำสั่ง INSERT DELETE และ RECORD
มีขั้นตอนการทำงานที่ง่าย เพราะผู้ใช้ไม่ต้องคำนึงถึงลำดับของข้อมูล ข้อมูลใหม่ถูกใส่ไว้ที่ตำแหน่งใดก็ได้ ในทำนองเดียวกันการลบข้อมูลก็เพียงแต่นำข้อมูลนั้นออกไฟล์เท่านั้น ดังตัวอย่างภาษา SQL
การเพิ่มข้อมูลใหม่
|
การลบข้อมูลทั้งหมดทั้งหมดที่สังกัดภาควิชา 'comp sci'
delete faclty where department = 'comp sci' |
คำสั่ง SELECT
เป็นการเลือกชุดข้อมูลหนึ่งออกจากไฟล์ ตัวอย่างเช่น
SELECT FROM HEADER FILE FOR ACCOUNT = VF326 |
คำสั่งนี้ระบุว่าเลือกข้อมูลจาก (FROM) ไฟล์ HEADER ภายใต้เงื่อนไข (FOR) ACCOUNT = VF326 จะได้ข้อมูลดังนี้
|
ACCOUNT
|
NAME
|
ADDRESS
|
|
VF326
|
Phillip
|
Chicago
|
ซึ่งอาจเลือกข้อมูลจากไฟล์อื่นก็ได้ หรืออาจเพิ่มเงื่อนไขที่ต้องการอื่น ๆ เช่น
FOR QUANTITY > 3 AND ITEM COST > 100 |
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง SELECT ในภาษา SQL ดังเช่น
- แสดงข้อมูลทั้งหมดของนักศึกษาเพศหญิง
select * from student where gender = 'female'; |
- แสดงชื่อ และที่อยู่ของนักศึกษาที่เกิดระหว่างวันที่ 9 ตุลาคม 1970 และ 1 มกราคม 1975
select name, address from student where birth between '9-oct-70' and '1-jan-75'; |
- แสดงชื่อภาควิชาและเงินเดือนของอาจารย์เรียงลำดับเงินเดือนจากมากไปน้อย
select faclty_name, department, salary, from faclty order by salary desc; |
- แสดงชื่ออาจารย์เพศชายที่มีเงินเดือนระหว่าง 20000 ถึง 40000 เรียงลำดับตามเงินเดือนจากน้อยไปหามาก
|
select faclty_name from faclty where gender = 'female' and salary between 20000 and 40000 order by salary; |
คำสั่ง PROJECT
ใช้สำหรับเลือกฟิลด์ต่าง ๆ จากไฟล์ การใช้งานคำสั่งนี้ไม่ต้องมีชื่อคำสั่ง ตัวอย่างเช่น
HEADER FILE (ACCOUNT) |
คำสั่งนี้ระบุชื่อไฟล์ และชื่อฟิลด์ที่ต้องการเท่านั้น จะได้หมายเลขบัญชี (ACCOUNT) ทั้งหมด ดังนี้
|
หรืออาจจัดคอลัมน์ของไฟล์ HEADER ใหม่ก็ได้ เช่นถ้าต้องการสลับระหว่างชื่อ และหมายเลขบัญชี ใช้คำสั่ง
HEADER FILE (NAME,ACCOUNT,ADDRESS) |
จะได้ผลลัพธ์ คือ
|
NAME
|
ACCOUNT
|
ADDRESS
|
|
Tom
|
CA154
|
Maryland
|
|
Phillip
|
VF326
|
Chicago
|
|
Mark
|
CD581
|
Florida
|
คำสั่ง JOIN
จะนำเอาข้อมูลในไฟล์ 2 ไฟล์มารวมกันเป็นไฟล์ใหม่ ตัวอย่างเช่น
JOIN HEADER FILE AND ITEM FOR HEADER FILE.ACCOUNT = ITEM FILE.ACCOUNT |
คำสั่ง JOIN จะนำข้อมูลชุดแรกใน HEADER FILEไปเปรียบเทียบกับข้อมูลทุกชุดใน ITEM FILE ถ้าหมายเลขบัญชีตรงกัน ก็จะเก็บข้อมูลทั้ง 2 ชุดนั้นไว้ในไฟล์ใหม่ และทำเช่นเดียวกันกับข้อมูลทุกชุดใน HEADER FILE จะได้ไฟล์ใหม่ดังนี้
|
ACCOUNT
|
NAME
|
ADDRESS
|
ITEM
|
DESCRIPTION
|
QUANTITY
|
ITEM
COST
|
EXT
COST
|
|
VF326
|
Phillip
|
Chicago
|
15
|
Keyboard
|
1
|
1,000
|
1,000
|
|
CA154
|
Tom
|
Maryland
|
47
|
Diskette
|
3
|
250
|
750
|
|
CA154
|
Tom
|
Maryland
|
33
|
Mouse
|
2
|
450
|
900
|
|
CD581
|
Mark
|
Florida
|
47
|
Diskette
|
4
|
250
|
1,000
|
|
VF326
|
Phillip
|
Chicago
|
24
|
UPS
|
2
|
2,500
|
5,000
|
ผลจากการรวม HEADER FILE และ ITEM FILE ด้วยคำสั่ง JOIN
ฟิลด์ของข้อมูลใน HEADER FILE และ ITEM FILE ทุกฟิลด์ ถูกนำมารวมกันในไฟล์เดียวโดยใช้ ACCOUNT เป็นตัวเชื่อม จากคำสั่ง HEADER FILE.ACCOUNT หมายถึง ฟิลด์ ที่อยู่ในไฟล์ HEADER FILE ในทำนองเดียวกัน ITEM FILE.ACCOUNT หมายถึงฟิลด์ ACCOUNT ที่อยู่ใน ITEM FILE
- ตัวสร้างรายงาน (Report Generator)
ตัวสร้างรายงานเป็นโปรแกรมอิสระ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายงานต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยในการสร้างและคำนวณฟิลด์ที่มีคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ เช่น ผลรวม ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และการนับจำนวน เป็นต้น
ตัวอย่างการสร้างรายงานบนเครื่อง VAX-11 DATATRIEVE
|
ตัวอย่างการสร้างรายงานโดยใช้ภาษา SQL
|